ครอบคลุม Disruptive Technology ที่ขับเคลื่อนธุรกิจในยุคดิจิทัล

หน้าแรก > คลังเก็บ > ข่าว > แวดวงวิชาการและภาคอุตสาหกรรมผนึกกำลังเปิดตัวคลังข้อมูลแรกของโลกสำหรับโรคปอดอินเตอร์สติเชียล
image
แวดวงวิชาการและภาคอุตสาหกรรมผนึกกำลังเปิดตัวคลังข้อมูลแรกของโลกสำหรับโรคปอดอินเตอร์สติเชียล
image
กันยายน 14, 2021 ข่าว

 

Open Source Imaging Consortium (OSIC) ประกาศเปิดตัวคลังข้อมูลระดับโลกที่ประกอบด้วยภาพสแกน HRCT และข้อมูลทางคลินิกเกี่ยวกับโรคปอดอินเตอร์สติเชียล (ILD) ที่ทำให้เป็นนิรนามแล้ว โดยเป็นฐานข้อมูลแรกในสาขาโรคปอดอินเตอร์สติเชียล ทั้งยังใหญ่และหลากหลายที่สุดในโลก ด้วยข้อมูลทางคลินิกและข้อมูลภาพในโลกจริงที่มาจากหลายชาติพันธุ์และหลายศูนย์ ปัจจุบัน OSIC Data Repository มีภาพสแกนที่ผ่านการควบคุมคุณภาพและทำให้เป็นนิรนามแล้วเกือบ 1,500 รายการพร้อมข้อมูลประกอบ และยังมีอีก 5,000 รายการอยู่ระหว่างการตรวจเพื่อควบคุมคุณภาพ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายรวมภาพสแกนนิรนามให้ได้ 15,000 ภาพสำหรับสมาชิก OSIC ภายในไตรมาสแรกของปี 2565

OSIC เป็นองค์กรความร่วมมือแบบไม่แสวงผลกำไรระดับโลกประเภท 501(c)(3) ระหว่างภาควิชาการ อุตสาหกรรม และกลุ่มพิทักษ์สิทธิประโยชน์ของผู้ป่วย โดยมีขึ้นเพื่อก่อให้เกิดความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในลักษณะโอเพนซอร์ส เพื่อต่อสู้กับโรคพังผืดสะสมในปอดโดยไม่ทราบสาเหตุ (IPF), โรค ILD แบบมีพังผืด และโรคอื่น ๆ ในระบบหายใจ รวมถึงโรคถุงลมโป่งพอง โดยแพทย์รังสีวิทยา ผู้เชี่ยวชาญในการรักษา นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ และคู่แข่งในวงการจากทั่วโลก ได้ร่วมมือร่วมใจกันมาเป็นเวลาเกือบ 3 ปีในการพัฒนาฐานข้อมูลนี้ และกำลังทำงานร่วมกันเพื่อยกระดับตัวบ่งชี้ทางชีวภาพผ่านภาพดิจิทัล เพื่อให้วินิจฉัย พยากรณ์โรค และคาดการณ์การตอบสนองต่อการรักษาโดยใช้ภาพถ่ายได้อย่างแม่นยำ ทั้งนี้ อัลกอริทึมที่ OSIC สร้างขึ้นจะเปิดให้อยู่ในลักษณะโอเพนซอร์ส เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยทุกที่

“การสร้างคลังข้อมูลของ OSIC นับเป็นความร่วมมืออันแน่แท้ของผู้คนจากหลาย ๆ สาขา องค์กร และประเทศ ที่มาร่วมมือร่วมใจกันในนามของผู้ป่วยทุกที่ ความสามารถในการรวบรวมและจัดการข้อมูลภาพและข้อมูลทางคลินิกแบบนิรนามจากทั่วโลกนับเป็นอนาคตของวงการวิทยาศาสตร์ทางคลินิก” ดร. Kevin Brown จากโรงพยาบาล National Jewish Health และหัวหน้าแพทย์โรคระบบหายใจของ OSIC กล่าว “เราเคยเห็นความร่วมมือลักษณะนี้มาแล้วกับโรคอื่น ๆ ที่พบได้ทั่วไป แต่ไม่เคยมีความร่วมมือแบบนี้กับโรคหายาก และเมื่อฐานข้อมูล OSIC เติบโตและทำให้เราเรียนรู้ไปเรื่อย ๆ แล้ว เราก็จะวินิจฉัยได้เร็วขึ้น คาดการณ์ผลลัพธ์ได้ดีขึ้น และวัดการตอบสนองต่อการรักษาได้ดีขึ้นอย่างมาก”

“ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ เราได้เห็นความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในการวิเคราะห์ภาพทางการแพทย์ขั้นสูง แต่อุปสรรคสำคัญในการงัดใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่ใช้กันในการศึกษาพังผืดปอด อยู่ที่การขาดแคลนคลังภาพที่ใหญ่และหลากหลายเพื่อนำไปฝึกฝนกับคอมพิวเตอร์” ดร. Simon Walsh จากสถาบัน National Heart and Lung Institute ในสังกัด Imperial College London และหัวหน้าฝ่ายรังสีวิทยาของ OSIC กล่าว “OSIC ตอบรับกับความต้องการที่ยังไม่ได้รับการตอบสนองนี้ ด้วยการมอบข้อมูลที่จำเป็นแก่นักวิจัยในการนำไปพัฒนาเทคนิคทาง AI เพื่อยกระดับการดูแลผู้ป่วยและรองรับการแพทย์แบบแม่นยำ ความสามารถในการคาดการณ์การก่อตัวของพังผืดที่ปอดอย่างน่าเชื่อถือในผู้ป่วยแต่ละราย จะเปิดโอกาสให้แพทย์เริ่มการรักษาที่ให้ผลดีได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ พร้อมชะลอไม่ให้โรคลุกลาม สิ่งนี้ยังคงเป็นปัญหาท้าทายเร่งด่วนอันดับต้น ๆ ในการรักษาผู้ป่วยโรคปอดเป็นพังผืดให้ได้ผลดี”

OSIC Data Repository สร้างขึ้นด้วยภาพและข้อมูลทางคลินิกจากหลายแหล่งด้วยกัน ภาพสแกนทุกภาพถูกทำให้เป็นนิรนามด้วยการตรวจเช็คควบคุมคุณภาพทั้งแบบอัตโนมัติและด้วยตนเอง ทางองค์กรกำลังหาภาพสแกนเพิ่มเติมจากหน่วยงานรัฐ กลุ่มพิทักษ์สิทธิประโยชน์ของผู้ป่วย และจากการเข้าหาผู้ป่วยโดยตรง ฐานข้อมูลดังกล่าวได้รับการตรวจสอบจากบริษัทด้านความเป็นส่วนตัวตามมาตรฐาน GDPR/HIPAA ระดับโลก 2 แห่ง ทั้งยังได้รับการรับรองจาก IRB ส่วนกลางและ IRB ประจำสถาบันมาแล้วหลายครั้ง โดยจะบริหารจัดการตามกฎหมายด้านความเป็นส่วนตัว กฎข้อบังคับ ความยินยอม และข้อจำกัดที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

“อนาคตของแวดวงวิจัยทางการแพทย์ขึ้นอยู่กับความสามารถของเราในการเรียบเรียงข้อมูลจำนวนมาก และทำให้ข้อมูลนั้นเป็นที่เข้าถึงได้เพื่อนำไปศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์อย่างลงลึกและเปิดกว้าง OSIC ภูมิใจอย่างยิ่งที่อยู่แถวหน้าของความเคลื่อนไหวนี้” ดร. David Barber จาก University College London และหัวหน้าฝ่ายวิทยาการคอมพิวเตอร์ของ OSIC กล่าว “ข้อมูลเป็นหัวใจสำคัญของความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และ OSIC Data Repository ก็มีข้อมูลเบื้องต้นมากพอในการทำความเข้าใจสาเหตุของโรคให้ดีขึ้น เพื่อรักษาผู้ป่วยและให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น”

 

(0)(0)